เรียนบริหารธุรกิจดีอย่างไร ทำงานอาชีพใดได้บ้าง?

การศึกษาด้านธุรกิจระหว่างประเทศ เป็นสาขาในฝันของใครหลายคน สาขานี้ทำให้เกิดนักธุรกิจระหว่างประเทศรุ่นใหม่ ที่มีความคิดสร้างสรรค์ทางธุรกิจ มีแนวคิดทางด้านการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศอย่างมีระบบ คนที่เรียนทางด้านสายนี้จำเป็นต้องเดินทางไปต่างประเทศบ่อยครั้ง จึงเหมาะกับผู้ที่ชอบการเดินทางเป็นพิเศษ ซึ่งอาชีพส่วนใหญ่จะทำเกี่ยวกับนักวิชาการ นักวิจัยด้านการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ นักธุรกิจด้านการนำเข้า และส่งออก

ผู้ที่จบทางด้านนี้สามารถประกอบอาชีพได้หลากหลาย โดยเน้นไปที่บริษัทที่มีการส่งออกหรือนำเข้า โดยสามารถทำงานได้หลายตำแหน่งเช่น การตลาด การจัดการ ประสานงานต่างประเทศหรือทำเกี่ยวกับการขนส่งระบบขนส่งระหว่างประเทศก็ได้ หรือบางคนก็ไปทำงานต่างประเทศก็ได้เช่นกัน หรือถ้าอยากทำงานสายตรงๆเลย ที่ทำได้ก็จะอยู่ในฝ่ายพิธีการทางศุลกากร การนำเข้า-ส่งออก ซึ่งมีขั้นตอนต่างๆ ตั้งแต่การสั่งคำสั่งซื้อ หรือการทำใบภาษี ตรวจสินค้า การทำงานในสายงานนี้ค่อนข้างจะจุกจิกและมีพิธีการของสินค้าแต่ละอย่างแตกต่างกันอย่างมากมาย

เราสามารถทำในสายอาชีพบริหารธุรกิจทุกๆสายได้ หากตอนนั้นเราเลือกได้แล้วว่าจะทำในสายอาชีพไหน ส่วนใหญ่ถ้าอยากก้าวหน้าในหน้าที่การงาน อาจจะต้องเรียนในระดับปริญญาโทต่อไป ซึ่งจะมีความเฉพาะด้านของสาขาธุรกิจระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้นอีก การเรียนปริญญาตรีส่วนใหญ่จะเป็นการปูพื้นฐาน เตรียมวุฒิภาวะของเรา แนวคิดต่างๆด้านธุรกิจและการระหว่างประเทศ ส่วนนสายนำเข้า-ส่งออก หลักๆก็จะมีตั้งแต่ฝ่ายขาย ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายติดต่อประสานงาน ฝ่ายพิธีการทางศุลกากร การนำเข้า-ส่งออก

ในปัจจุบันมีหลากหลายสถาบันที่เปิดสอน ไม่ว่าจะเป็นทั้งภาครัฐหรือเอกชน รองรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่ออย่างเพียงพอ และหากมีความตั้งใจในสาขาที่เรียนจริงๆ ย่อมประสบความสำเร็จได้แน่นอน และไม่เพียงแต่จะเลือกทำงานได้หลายสายแล้ว ยังประกอบธุรกิจส่วนตัวของตนเองอย่างชำนาญกว่าสาขาอื่นๆด้วย เพราะสามารถนำความรู้ที่เรียนมาประยุกต์ใช้ในธุรกิจให้ไปในทางที่ดี จะเห็นได้จากนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จ และต่างเรียนในสาขาบริหารธุรกิจอีกด้วย

ธุรกิจการให้บริการแนะแนวศึกษาต่อต่างประเทศ

ธุรกิจการให้บริการแนะแนวศึกษาต่อต่างประเทศ

บริการแนะแนวศึกษาต่อต่างประเทศ หรือเรียกกันในวงการว่าเอเย่นต์ หรือตัวแทน เป็นธุรกิจบริการทางการศึกษาที่ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างแพร่หลายในประเทศไทย ทำหน้าที่เป็นตัวแทนและเป็นตัวกลางระหว่างมหาวิทยาลัยในต่างประเทศกับนักเรียน คือมีหน้าที่ให้บริการทั้งนักเรียน และมหาวิทยาลัยเป็นจุดเชื่อมให้มหาวิทยาลัยพบกับนักเรียน ในประเทศไทยมีตัวแทนให้บริการแนะแนวศึกษาต่อต่างประเทศกว่า 50 แห่ง

หน้าที่ของผู้ให้บริการแนะแนวศึกษาต่อต่างประเทศ คือให้ข้อมูลเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย และหลักสูตรการเรียนการสอน เสนอทางเลือกที่เหมาะสมให้กับนักเรียน ในด้านวิชาที่ชอบและอยากเรียน มหาวิทยาลัยที่เลือกไปเรียน และดำเนินการสมัครเข้าเรียน และติดตามผลตอบรับจากมหาวิทยาลัยนั้นๆ พูดง่ายๆ เหมือนให้เอเยนต์นั้นๆ เป็นตัวแทนในการดำเนินการติดต่อประสานงานกับมหาวิทยาลัยปลายทางแทนนักเรียนตลอดกระบวนการ ส่วนการบริการที่เอเยนต์มีให้มหาวิทยาลัย คือการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยที่มีความร่วมมือกันจัดกิจกรรมต่างๆ จัดสัมภาษณ์อำนวยความสะดวกให้มหาวิทยาลัยเมื่อมาเมืองไทย สถาบันการศึกษาจากหลากหลายประเทศที่แพร่หลาย เช่น อังกฤษ ออสเตรเลีย อเมริกา แคนาดาสำหรับตลาดระดับปริญญาโท และปริญญาตรี นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ สำหรับตลาดระดับมัธยมหรือ การเรียนภาษาอังกฤษช่วงปิดภาคเรียน นอกจากนี้ก็ยังมีตลาดเฉพาะสาขาวิชา เช่น จีน เกาหลี ญี่ปุ่น อินเดีย สวิตเซอร์แลนด์ เอเยนต์จะสรุปเป็นแผนการเรียนให้เลือก จากนั้นก็เป็นการเตรียมใบสมัครและเอกสารประกอบการสมัคร เมื่อส่งใบสมัครไปแล้วก็จะประสานงานติดตามผลการสมัครกับมหาวิทยาลัย เมื่อได้ผลตอบรับมาแล้วก็เป็นขั้นตอนการชำระค่ามัดจำหลักสูตร และหลักสูตรภาษาอังกฤษกรณีรับแบบมีเงื่อนไข จองหอพัก จากนั้นเป็นการเตรียมตัวก่อนเดินทาง ประกอบด้วยการตรวจเช็คเอกสารเพื่อยื่นวีซ่า การเตรียมสัมภาระ แนะแนวเกร็ดการใช้ชีวิตต่างแดน ฯลฯ หน้าที่ของของเอเยนต์จะจบลงเมื่อนักเรียนเดินทางไปถึงและเข้าชั้นเรียน

การใช้วิจารณญาณตัดสินใจในเรื่องต่างๆ จึงได้ให้บริการครอบคลุมตั้งแต่การเตรียมความพร้อมด้านภาษาอังกฤษไปจนถึงการส่งน้องๆ ให้ถึงฝั่งคือเข้ามหาวิทยาลัยที่เหมาะกับความสามารถ คุณสมบัติ และไลฟ์สไตล์ของตน” ทั้งนี้ หากผู้ปกครองและเยาวชนสนใจจะเลือกใช้บริการแนะแนวการศึกษาต่อต่างประเทศจากหน่วยงานใดนั้น คงจะต้องพิจารณาถึงประสบการณ์ เครือข่ายสถาบันการศึกษาที่มี ความน่าเชื่อถือ และผลงานที่ผ่านมาของหน่วยงานนั้น ๆ ก่อนในเบื้องต้น

การศึกษากิจกรรมธุรกิจชุมชนที่พึ่งพาตนเองได้

การดำเนินกิจกรรมโดยอาศัยปัจจัยการผลิตที่มีอยู่ในท้องถิ่นเป็นหลัก เป็นกิจกรรมที่เป็นทั้งการผลิตและการบริการที่เกื้อกูลกัน เหมาะสมต่อวิถีชีวิต ตลอดจนระบบนิเวศของแต่ละชมชน ธุรกิจชุมชนเกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มชาวบ้านในชุมชนท้องถิ่นเป็นหลัก โดยมุ่งหวังให้สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมในกระบานการตัดสินในทุกขั้นตอนตั้งแต่การทำการผลิตไปจนถึงการจัดจำหน่าย เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของคนส่วนใหญ่ในชมชน และเพื่อให้ชาวบ้านมีความพร้อมที่จะพึ่งพาตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจของชุมชนอันประกอบด้วย กิจกรรมทางการผลิต กิจกรรมทางการขายผลผลิต กิจกรรมการซื้อ และการบริโภคของชุมชน จะเห็นได้ว่าชุมชนซึ่งเป็นรากฐานของชนบทไทยจะเข้มแข็งได้นั้น ชุมชนจะต้องยืนหยัดด้วยลำแข้งของชุมชนเองโดยอาศัยความร่วมมือหรือการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนในอันที่จะพัฒนากลุ่มธุรกิจของชุมชนที่จัดตั้งขึ้นให้มีความเจริญเติบโต

ยังคงมีธุรกิจชุมชนในบางแห่งการประสบความสำเร็จและสามารถพัฒนาให้ดำรงอยู่ โดยสามารถแสวงหาทุน วัตถุดิบ แรงงาน เทคโนโลยี ทักษะทางการผลิตและยุทธศาสตร์ทางธุรกิจที่อยู่ภายใต้การตัดสินใจของสมาชิกในชุมชน เกิดกระบวนการเรียนรู้และฝึกสอนกันเองระหว่างชาวบ้าน จนสามารถสร้างเป็นเครือข่ายการเรียนรู้ในชนบท เกิดความเข้มแข็งในระบบการผลิตด้านการเกษตรแบบพึ่งตนเอง และนำไปสู่ความสามารถในการพึ่งตนเองของชุมชน พร้อมกับการถักสานเกลียวสัมพันธ์ดั้งเดิมของชุมชนให้เหนียวแน่นจากความสมเหตุสมผลในการทำธุรกิจกับคุณงามความดีและความสมานฉันท์ของสังคม

ธุรกิจชุมชนเป็นแนวทางหนึ่งในการยกระดับรายได้ ชีวิตความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตของชาวบ้านหรือเกษตรกรในชนบทที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่เป็นกลุ่มคนที่ยากจนที่สุดของประเทศ หากกลุ่มชาวบ้านหรือกลุ่มเกษตรกรเหล่านี้มีรายได้สูงขึ้นจะส่งผลกระทบด้านบวกต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ โดยในการประกอบธุรกิจชุมชนควรมุ่งเน้นสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ส่งเสริมให้เกิดเศรษฐกิจชุมชนแบบพึ่งตนเอง ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัตถุดิบในชุมชนโดยคนในชุมชนเพื่อคนในชุมชน

จะเห็นได้ว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยมีความหลากหลายสาขา โดยมีปราชญ์ชาวบ้านเป็นผู้ที่สั่งสมความรู้ด้านต่างๆและมีการเรียนรู้และถ่ายทอดกันมาจากบรรพบุรุษสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน นับว่าเป็นการเรียนรู้ตามอัธยาศัยที่เป็นมรดกตกทอดกันมา แล้วแต่ใครจะสนใจในสาขาไหน ซึ่งภูมิปัญญาท้องถิ่นจะมีอยู่มากมายทั่วทุกตำบล ทุกภาคของประเทศ แต่ปัจจุบันนับวันจะหมดไป เพราะคนรุ่นใหม่ไม่เห็นคุณค่า เป็นหน้าที่ของรัฐและบุคคลหลายฝ่ายต้องหันมาสนใจ และรณรงค์ ความสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทย เพราะฐานสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของไทยที่ถดถอยให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นมาได้โดยสร้างธุรกิจชุมชนให้เข้มแข็ง เพื่อให้ประชาชนไทยสามารถที่จะทำมาหากินเลี้ยงชีพอยู่ได้อย่างมีความสุข

แนวคิดการสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนต้องศึกษาและวางแผนอย่างรอบด้าน

การสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนเริ่มต้นจากการวางเป้าหมาย เส้นชัย และวิสัยทัศน์ในระยะยาว อย่างที่เราเห็นว่าธุรกิจองค์กรต่างๆ มักมีการวางแผนล่วงหน้า 3-5 ปี ซึ่งเป้าหมายนี้จะเป็นตัวกำหนดว่าในช่วง 3 ปีข้างหน้าธุรกิจของเราจะต้องเติบโตเท่าใดหรือมีบทบาทอย่างไรต่อสังคม จากนั้นจึงวางกลยุทธ์ต่อไปจากนั้นว่าเราต้องใช้เส้นทางใด รวมทั้งวางเป้าหมายทางธุรกิจของเราว่าต้องอยู่จุดใดในปีหน้าหรือเดือนหน้า

ข้อที่สอง ความสำเร็จอย่างยั่งยืนในการทำธุรกิจไม่ได้อยู่ที่เราก้าวไปข้างหน้าได้เร็วกว่าใคร แต่อยู่ที่เราสามารถทำตามเป้าหมายเล็กใหญ่ที่วางไว้ได้หรือไม่

ข้อที่สาม ประเมินและเข้าใจศักยภาพของตัวเองเสมอ แน่นอนว่าการที่ธุรกิจของเราจะบรรลุเป้าหมายที่วางไว้นั้น เราต้องรู้กำลังและสภาพพื้นฐานของธุรกิจของเราด้วย ความเข้าใจ รู้ลึกรู้จริงในธุรกิจของเราจะทำให้เราสามารถปรับตัวเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม เหมือนกับการวิ่งมาราธอนที่มีอุปสรรค ทั้งสภาพอากาศ พื้นผิว และเกิดอุบัติเหตุเกิดได้เสมอ นักวิ่งจึงต้องปรับแผนการวิ่งให้เหมาะสมกับสถานการณ์เฉพาะหน้า

สุดท้าย การเตรียมความพร้อมเป็นสิ่งสำคัญมากทั้งในสนามแข่งและสนามธุรกิจ ก่อนลงสนามแข่งนักวิ่งต้องเตรียมร่างกายให้มีความพร้อมถึงขีดสุดเพื่อคว้าชัยชนะและลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ ไม่ต่างอะไรกับการสร้างธุรกิจ เมื่อตัดสินใจเริ่มต้น ผู้ประกอบการจะต้องวางแผนเตรียมความพร้อมให้ดีที่สุดในทุกด้าน และเตรียมรับมือความเสี่ยงทางธุรกิจด้วยเช่นกัน

ธุรกิจ ชีวิต และมาราธอนนั้นไม่ใช่การวิ่งระยะสั้นเหมือนวิ่งแข่ง 100 เมตรที่สามารถมองเห็นเส้นชัยและอุปสรรคทุกอย่างบนลู่วิ่งได้จากจุดเริ่มต้น แต่เป็นการเริ่มเดินไปบนเส้นทางที่ไม่สามารถมองเห็นจุดหมายได้จากจุดแรกเริ่ม โดยที่ผู้ชนะไม่ได้ตัดสินกันที่เราต้องไปเร็วกว่าหรืออึดกว่าใคร แต่อยู่ที่เราสามารถเดินตามเป้าหมายในระยะยาว ได้ตรงกับแผนที่วางไว้รึเปล่าเท่านั้นเอง

การศึกษาประเภทธุรกิจในการลงทุนสำหรับประเทศมีลักษณะเสรีและเป็นประเทศทุนนิยม

ในปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีธุรกิจจากนานาประเทศเข้ามาลงทุน ทั้งโดยการชักชวนจากรัฐบาลและโดยการที่กิจการเหล่านั้นเห็นโอกาสที่จะพึงขยายธุรกิจของตนในรูปแบบต่างๆในต่างประเทศ ในขณะที่มีธุรกิจไทยจำนวนไม่มากที่มีโอกาสไปดำเนินงานในต่างประเทศและประสบความสำเร็จมีผลประกอบการที่ดี สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างธุรกิจของประเทศต่างๆและเป็นที่น่าสนใจว่าเหตุใดบางประเทศจึงประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศ และบางประเทศจึงไม่ประสบความสำเร็จ นอกจากนี้แล้วถ้าพิจารณาให้ดีถึงในระดับมหภาคก็จะพบว่าแม้นักการเมืองหรือนักวิชาการจำนวนมากก็ยังสับสนกับการดำเนินงานของธุรกิจระหว่างประเทศที่มาจากต่างประเทศ กล่าวคือการที่ประเทศไทยเป็นประเทศเปิดมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ทำให้ประเทศมีลักษณะเสรีและเป็นประเทศทุนนิยม มีการลงทุนของธุรกิจจากต่างประเทศจำนวนมากซึ่งก่อให้เกิดผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศ การดำรงชีวิตของประชาชนในประเทศที่มิได้อิงกับการเกษตรและผลผลิตในครัวเรือนดังเช่นแต่ก่อน แต่ต้องไปอิงกับการทำงานในภาคธุรกิจอุตสาหกรรมและบริการเพิ่มมากขึ้น

เนื่องจากธุรกิจไทยเองไม่ประสบความสำเร็จในด้านการลงทุนขนาดใหญ่มากพอที่จะรองรับแรงงานทั้งในส่วนที่มีการศึกษาสูงและการศึกษาระดับพื้นฐาน ทำให้รัฐบาลต้องชักชวนธุรกิจจากประเทศอื่นให้เข้ามาลงทุนในประเทศ เพื่อก่อให้เกิดการไหลเข้าของเงินทุน การจ้างงานและผลผลิตออกสู่ตลาดโลก แต่ก็มีคนจำนวนมากที่กลัวธุรกิจจากต่างชาติเหล่านั้นและต่อต้าน ซึ่งเป็นความสับสนและขัดกันเป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือผลจากการพัฒนาการศึกษาของประชาชนและพัฒนาการทางด้านมาตรฐานการยังชีพทำให้ประชาชนต้องเข้ามาสู่ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และภาคธุรกิจอุตสาหกรรมนั้นต้องพึ่งพาการลงทุนจากต่างชาติทั้งด้านเงินทุน การบริหารจัดการและเทคโนโลยี แต่กลับมีผู้พยายามต่อต้านและสร้างกระแสชาตินิยมขึ้นทำให้ขัดกับโลกของความเป็นจริงที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่เป็นอย่างมาก เมื่อเทียบกับพม่าซึ่งปิดประเทศมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ประชาชนยังผูกพันกับเศรษฐกิจและการยังชีพแบบดั้งเดิม ทำให้ประชาชนยังไม่ต้องพึ่งพิงการลงทุนจากกต่างชาติมากนักซึ่งต่างจากสถานะของประเทศไทยในปัจจุบันมาก สิ่งหนึ่งซึ่งควรจะสร้างให้เกิดขึ้นในประเทศไทยได้แก่ทำอย่างไรธุรกิจของไทยจึงจะสามารถออกไปแข่งขันในต่างประเทศได้ รวมทั้งแข่งขันหรือร่วมมือกับธุรกิจจากต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศด้วยวิธีบริหารจัดการที่ทันสมัยได้ มิใช่การสะกัดกั้นหรือต่อต้านธุรกิจจากต่างชาติเพราะกลัวสู้ไม่ได้โดยอาศัยกระแสชาตินิยม ซึ่งจะเป็นผลเสียหายต่อประเทศมากเมื่อมองในภาพรวมในระยะยาวแล้ว ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการที่ธุรกิจจะสามารถออกไปดำเนินงานในต่างประเทศได้แก่การที่ผู้บริหารมีความต้องการที่จะนำธุรกิจของตนเข้าสู่ธุรกิจระหว่างประเทศ